บริษัท ฟรีวิลล์ โซลูชั่นส์ ผู้ให้บริการและเป็นที่ปรึกษาด้านซอฟท์แวร์ชั้นนำได้เปิดเผยผลการศึกษาจากการสำรวจข้อมูลด้านแนวทางการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในธุรกิจค้าหลักทรัพย์ภายใต้หัวข้อว่า “Thai Securities CIO Survey and Benchmarking Study” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และติดตามทิศทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีในธุรกิจค้าหลักทรัพย์ของไทย และนำเสนอประเด็นสำคัญๆ ที่บริษัทหลักทรัพย์ควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยผลการศึกษานี้จะจัดทำขึ้นทุกปี เริ่มจากปี 2550 นี้เป็นปีแรก
“จากการที่เราเป็นผู้ให้บริการและเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นนำแก่อุตสาหกรรมหลักทรัพย์ของประเทศไทย นี่เป็นปีแรกที่เราได้ทำการสำรวจนี้ขึ้นเพื่อให้สมาชิกในอุตสาหกรรมนี้ทุกท่านสามารถเห็นภาพการดำเนินงานของตัวท่านเองเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่ง อีกทั้งผลการสำรวจยังนำมาซึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อธุรกิจค้าหลักทรัพย์ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากการสำรวจปีหน้าจะมีผู้ให้ความร่วมมือเพิ่มและได้รับข้อมูลสำคัญๆมากขึ้น” ดร. วีระ วีระกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟรีวิลล์ โซลูชั่นส์กล่าว
มร. เดวิด อัลดริดจ์ หัวหน้าโครงการของ บริษัท ฟรีวิลล์ โซลูชั่นส์ ให้ข้อสังเกตหนึ่งที่ได้จากการสำรวจนี้ว่า ส่วนใหญ่แล้วบริษัทหลักทรัพย์ของไทยจะมีการลงทุนด้านไอทีในลักษณะที่เกาะกลุ่มกัน เหมือน ๆ กันในแต่ละบริษัทที่อยู่ในภาคธุรกิจนี้ ไม่ค่อยจะมีการสร้างสรรค์สิ่งที่ต่างหรือแปลกใหม่จากคู่แข่ง มร. อัลดริดจ์ ชี้แจงว่า ในการสำรวจครั้งนี้ ฟรีวิลล์ได้ใช้ดัชนีชี้วัดหลัก 3 หัวข้อ เพื่อที่จะใช้วัดความพร้อมของบริษัทหลักทรัพย์ต่อมาตรการการลดหย่อนกฏระเบียบที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้มาตรการการลดหย่อนกฏระเบียบดังกล่าวจะนำไปสู่การแข่งขันในภาคธุรกิจหลักทรัพย์ที่เข้มข้นขึ้นอีกด้วย ดัชนีชี้วัดทั้งสาม ได้แก่
1. ระดับการลงทุนด้านไอที
2. โครงการต่างๆที่บริษัทหลักทรัพย์มีแผนที่จะดำเนินการหรือกำลังดำเนินการอยู่
3. ความมีประสิทธิภาพของกระบวนการไอทีภายในองค์กรและความชำนาญของบุคคากร
มร. เดวิด อัลดริดจ์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ด้านการลงทุนในโปรแกรมระบบงานด้านไอที ผลสำรวจของเราชี้ให้เห็นว่า บริษัทหลักทรัพย์ของไทยได้เพิ่มระดับการลงทุนด้านไอทีในปีพ.ศ. 2550 มากขึ้นกว่าปีพ.ศ. 2549 แต่อย่างไรก็ดีระดับการลงทุนดังกล่าวยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำหากเทียบกับบริษัทหลักทรัพย์อื่น ๆ ในประเทศที่ธรกิจหลักทรัพย์เจริญเติบโตอย่างเต็มที่ เช่น ในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้มีบริษัทหลักทรัพย์บางแห่งได้แจ้งในการสำรวจว่าจะมีการลดระดับการลงทุนด้านไอทีในปี 2550 เป็นจำนวนมากอีกด้วย การให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านไอทีในส่วนของแกนหลักของธุรกิจเพียงอย่างเดียวและการลดระดับการลงทุนด้านไอทีแสดงให้เห็นว่า บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งไม่ให้ความสำคัญในการลงทุนในระบบไอทีที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับตนเองจากบริษัทคู่แข่ง เช่น การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ Customer Relationship Management (CRM) เพื่อเอื้อประโยชน์ในการได้ลูกค้าใหม่และรักษาฐานลูกค้าเดิมสำหรับภาวะการแข่งขันจะมีความเข้มข้นขึ้นหลังการลดหย่อนกฏระเบียบ เราเชื่อว่าบริษัทหลักทรัพย์เหล่านี้จะเสียเปรียบและได้รับผลกระทบในอนาคต”
การสำรวจพร้อมด้วยบทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า มีการทำงานพื้นฐานอีกหลายอย่างที่บริษัทหลักทรัพท์ของไทยควรปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมต่อมาตรการการลดหย่อนกฏระเบียบของธุรกิจหลักทรพย์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
บริษัท ฟรีวิลล์ โซลูชั่นส์ มีแผนที่จะทำการสำรวจและนำเสนอผลการสำรวจเป็นประจำทุกปี
|